ระดับ<wbr>กลาง<wbr>เชิง<wbr>นิเวศ (ความ<wbr>เกี่ยว<wbr>โยง<wbr>ของ<wbr>พืชกับสรรพ<wbr>สิ่ง<wbr>ใน<wbr>ธรรม<wbr>ชาติ)
การจัดการทรัพยากรน้ำ
จากพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีใจความว่า "…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้…" ซึ่งแสดงว่า ทรงตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของน้ำต่อความอยู่รอดของชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ โดยเหตุที่น้ำเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่มีน้ำ ชีวิตก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นแนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำเนินงานพัฒนาทุกรูปแบบ ดังนี้

๑. ฝนหลวง

การที่ฝนตกล่าช้าไปจากฤดูกาลเพาะปลูกตามปกติ และการที่ฝนทิ้งช่วงก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อผลผลิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวพระราชดำริว่า น่าจะมีการค้นคว้าทดลองนำเทคโนโลยีมาทำฝนเทียม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับสนองพระราชดำรินี้ โดยจัดตั้ง "โครงการค้นคว้าทดลองการทำฝนเทียม" เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๑๒ และได้ทดลองทำฝนเทียมเป็นครั้งแรกที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ และได้ทดลองอีกที่บริเวณหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนสามารถสรุปผลได้ว่า สามารถรวมกลุ่มก้อนเมฆให้เกิดเป็นฝนได้แน่นอน และได้มีการศึกษาทดลองและพัฒนาวิธีการทำฝนเทียมอย่างต่อเนื่อง จนค้นพบวิธีการทำฝนเทียมแบบใหม่ กรรมวิธีใหม่นี้เกิดจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพัฒนาขึ้นด้วยพระองค์เอง สามารถสรุปกรรมวิธีการทำฝนหลวงได้เป็น ๓ ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ ๑ การก่อกวน คือ การดัดแปรสภาพอากาศหรือก้อนเมฆในขณะนั้น เพื่อกระตุ้นให้มวลอากาศชื้นไหลมาขึ้นสู่เบื้องบน อันเป็นการชักนำไอน้ำหรืออากาศชื้นเข้าสู่กระบวนการเกิดเมฆ
ขั้นตอนที่ ๒ เลี้ยงให้อ้วน คือ การดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อทำให้เมฆเจริญขึ้นจนเป็นขนาดใหญ่ หนาแน่นมาก จนพร้อมที่จะตกเป็นฝน
ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นโจมตี คือ การดัดแปลงสภาพอากาศที่จะกระตุ้นให้เม็ดละอองเมฆปะทะชนกัน แล้วรวมตัวเข้าด้วยกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดแรงไหลพาขึ้นเบื้องบน เพื่อให้เม็ดน้ำขนาดใหญ่ตกลงสู่เบื้องล่าง แล้วเกิดเป็นฝนตกลงมาสู่เป้าหมาย

การทำฝนหลวง นอกจากบรรเทาการขาดน้ำจากภาวะฝนแล้งแล้ว ยังสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนให้มากพอสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้ง เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อผลักดันการรุกล้ำของน้ำเค็มจากอ่าวไทย

๒. แหล่งน้ำผิวดิน

การจัดการแหล่งน้ำผิวดิน หมายถึง การจัดหาและนำน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมในทางที่เหมาะสม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวพระราชดำริในการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมชลประทาน ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยพัฒนาเป็นงานหลายประเภท สรุปได้ดังนี้ คือ
๒.๑ งานอ่างเก็บน้ำ
อ่างเก็บน้ำเกิดจากการสร้างเขื่อนปิดกั้นระหว่างหุบเขาหรือเนินสูง เพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลลงมาจากร่องน้ำ ลำธาร ตามธรรมชาติ ปริมาณน้ำที่เขื่อนสามารถกักเก็บไว้ได้ขึ้นกับความสูงของเขื่อนแต่ละแห่
งานอ่างเก็บน้ำอันนื่องมาจากพระราชดำริ มีการก่อสร้างในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ
  • ภาคเหนือ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ต๋ำ จังหวัดพะเยา เป็นต้น
  • ภาคกลางและภาคตะวันตก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยซับตะเคียน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อ่างเก็บน้ำห้วยไม้ตาย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น
  • ภาคใต้ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำป่าพยอม จังหวัดพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร อ่างเก็บน้ำลำพะยัง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น
๒.๒ งานฝายทดน้ำ
ฝายทดน้ำ คือ สิ่งก่อสร้างที่สร้างปิดขวางทางน้ำไหล เพื่อทดน้ำที่ไหลมาให้มีระดับสูงขึ้นจนสามารถผันน้ำเข้าไปตามคลองหรือคูส่งน้ำ ให้แก่พื้นที่เพาะปลูกบริเวณสองฝั่งลำน้ำได้สะดวก
งานฝายทดน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ก่อสร้างในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ฝายบ้านท่าโป่งแดง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝายห้วยน้ำพร้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้น
ภาคใต้ ได้แก่ ฝายทดน้ำคลองสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ฝายทดน้ำ คลองไม้เสียบ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ฝายห้วยโคโล่ จังหวัดอุดรธานี เขื่อนระบายน้ำลำน้ำเชิน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

๒.๓ งานขุดลอกหนองบึง
เป็นการขุด หนอง บึง ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ให้สามารถเก็บน้ำได้มากขึ้น เนื่องจากหนอง บึง ส่วนใหญ่มักตื้นเขินจากการเคลื่อนตัวของตะกอนลงสู่หนองและบึง ทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำได้มากนัก และอาจไม่มีเพียงพอในฤดูแล้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ขุดลอก หนองและบึงที่มีอยู่ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ได้แก่ ในอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร อำเภอนาแก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นต้น

๒.๔ งานสระเก็บน้ำ
สระเก็บน้ำ คือ สระสำหรับเก็บกักน้ำฝน น้ำที่ไหลมาตามผิวดิน หรือน้ำซึมจากดินสู่สระเก็บน้ำ โดยมีขนาดต่างๆ กัน ส่วนใหญ่เป็นสระน้ำขนาดเล็ก มักสร้างในบริเวณที่ไม่มีลำน้ำธรรมชาติ ในการขุดสระเก็บน้ำ มักนำดินที่ขุดขึ้นมาถมเป็นคันล้อมรอบสระ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำในไร่นา และน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งนับแต่จะรุนแรงมากขึ้น การทำอ่างเก็บน้ำ ฝายทดน้ำ หรือการขุดลอกหนองบึง ซึ่งมีอยู่จำกัด ไม่อาจจะจัดหาแหล่งน้ำได้พอเพียงแก่ราษฎรที่มีถิ่นฐานกระจายอยู่โดยทั่วไป ดังนั้น จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการขุดสระน้ำในไร่นาของเกษตรกรเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ตลอดทั้งปี สำหรับการอุปโภคบริโภคและทางการเกษตร พระราชดำริดังกล่าวมีชื่อว่า "ทฤษฎีใหม่" ซึ่งได้กล่าวในรายละเอียดแล้วข้างต้น
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจน ในกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานเนื่องในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ "The Third Princess Chulabhorn Science Congress" ณ โรงแรมแชงการี-ลา เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ดังนี้
"…การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ก็คือ การควบคุมน้ำ ให้ได้ดังประสงค์ ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไป ก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง…"

| การจัดการทรัพยากรน้ำ | การฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำ | การจัดการป่า | การเกษตรยั่งยืน | การค้นคว้ารวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อมพืช |
| ระดับใหญ่เชิงวิวัฒนาการของชีวิต | ระดับกลางเชิงนิเวศ | ระดับละเอียดของพืชแต่ละชนิด |

| สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาพฤกษ์เศรษฐกิจ |